ปกติแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่มักรู้จักขนาดเต้านมตนเองเป็นอย่างดี โดยพิจารณาจากขนาดของบรา (ยกทรง) ที่สวมใส่เป็นประจำเป็นสำคัญ ซึ่งขนาดคัพของเต้านมของผู้หญิงไทยส่วนใหญ่มักจะมีอยู่ 3 ระดับ คือ
การเลือกถุงซิลิโคนเจลแบบที่มีความหนาแน่นสูงนี้ ควรเลือกแบบที่เป็นทรงกลม มากกว่าทรงหยดน้ำ เนื่องจากถุงซิลิโคนเจลทรงหยดน้ำ จะมีด้านล่างนูนกว่าด้านบน หากใส่ถุงเต้านมเทียมไม่ดี ภายหลังอาจเกิดการหมุนตัวของถุงซิลิโคนเจลภายในทรวงอกได้ ซึ่งจะทำให้เต้านมมีลักษณะผิดปกติ จนต้องมีการผ่าตัดปรับเปลี่ยนถุงเต้านมใหม่ในที่สุด
คุณสมบัติชั้นเลิศของวิตามิน E ที่สาวๆ ส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือ เป็นสารต่อต่านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของสารอาหารในกลุ่มไขมัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามิน A ช่วยกระตุ้นการมองเห็น ป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง เช่น
คำถามที่พบบ่อยที่สุดก็คือ หลังการผ่าตัดเสริมเต้านมแล้ว คนไข้ควรหยุดงานเพื่อพักฟื้นนานเท่าใด ซึ่งก่อนจะตอบคำถามนี้ ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดว่า การพักฟื้น หรือการหยุดพักหลังการผ่าตัดเสริมหน้าอกนั้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการด้วยกัน เช่น อายุของคนไข้ เทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์ ลักษณะผิวหนังบริเวณหน้าอก เป็นต้น โดยเฉพาะลักษณะผิวหนังบริเวณหน้าอกนี้ ถ้าคนไข้เป็นคนรูปร่างเล็ก ผอมบาง ผิวหนังบริเวณหน้าอกน้อย แผลก็จะตึงมาก ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากด้วยเช่นกัน
โดยปกติแล้ว การลาหยุดงานเพื่อพักฟื้นร่างกายหลังการศัลยกรรมหน้าอก เพียง 1 สัปดาห์ก็ถือว่าเพียงพอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า งานที่คนไข้ต้องกลับไปทำนั้นมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และการอักเสบของบาดแผลมากแค่ไหนด้วยเช่นกัน เป็นต้นว่า หากงานของคนไข้เกี่ยวข้องกับการใช้แรงเคลื่อนไหวมากๆ เช่น ยกของหนัก งานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมือและไหล่ในการทำงานทั้งวัน เช่น การพิมพ์งาน การวาดรูป งานในโรงงานอุตสาหกรรม หรืองานการแสดงต่างๆ ระยะเวลาในการพักฟื้นก็อาจจะนานออกไปกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เป็นต้น อีกทั้งการผ่าตัดเสริมเต้านมในคนไข้ที่มีอายุน้อย (20 ปีขึ้นไป) ก็จะสามารถรักษาแผลให้หายได้เร็วกว่าคนที่มีอายุมาก (35 ปีขึ้นไป) ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น การกำหนดช่วงระยะเวลาในการพักพื้นของคนไข้แต่ละคนจึงแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากการใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้แต่ละท่านเป็นสำคัญ โดยในช่วงระยะเวลาพักฟื้น แพทย์จะแนะนำให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ เช่น การเดินช้าๆ การยกแขนขึ้นลงช้าๆ เพื่อช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อต่างๆ ร่างกายได้มีการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการหายของบาดแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นนั่นเอง
หลังการผ่าตัดเสริมหน้าอกสัปดาห์แรกผ่านไป บริเวณเต้านมของคนไข้จะปรากฏรอยเขียวช้ำ หรือบวมขึ้นที่แผลผ่าตัดหลายแห่งด้วยกัน โดย 1 – 2 วันแรกจะมีอาการบวมแดงเป็นจ้ำๆ แต่พอวันที่ 3 – 4 จากรอยแดงก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็น รอยเขียวเป็นปื้นๆ แต่รอยเขียวช้ำนี้ก็จะลดลง และค่อยๆ หายไปเองในช่วงระหว่างวันที่ 7 – 10 หลังจากนั้น
ทั้งนี้ ระยะแรกอาการบวมที่หน้าอก อาจจะบวมแดงเพียงอย่างเดียว แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 อาการบวมแดงที่หน้าอกก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นรอยเขียวช้ำที่ฐานเต้านม ครั้นพอถึงสัปดาห์ที่ 3 อาการเขียวช้ำที่ปรากฏก็จะลดลง แต่เลื่อนมาอยู่ที่หน้าท้องส่วนบนตามแรงโน้มถ่วงของโลกแทน แต่สำหรับคนไข้รายที่มีแผลผ่าตัดใต้รักแร้ จะมีอาการต่างๆ เหล่านี้ปรากฏอยู่ราว 3 – 4 วัน และจะเริ่มลดลงในสัปดาห์ที่ 1 – 2 แต่อาการเขียวช้ำที่หน้าอก ก็จะย้ายมาปรากฏอยู่ที่แขนของคนไข้แทน (แทนการปรากฏอยู่ที่หน้าท้องส่วนบน) เช่นนี้เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วอาการเขียวช้ำหลังการผ่าตัดเต้านม จะมีปรากฏอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากมายนัก ซึ่งหากคนไข้พบว่าตนเองมีรอยช้ำบริเวณหน้าอก หรือส่วนอื่นๆ ที่ใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก ควรรีบติดต่อแพทย์โดยทันที เพราะอาจมีเลือดตกค้างภายในมากผิดปกติได้ ในเบื้องต้น แพทย์จะแนะนำให้ประคบด้วยน้ำอุ่นบริเวณที่เกิดรอยเขียวช้ำ จะช่วยให้อาการบวมช้ำทุเลาดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการเขียวและเต้านมบวมใหญ่กว่าอีกข้าง แสดงว่ามีเลือดคั่งมาก อาจต้องใช้วิธีการเจาะระบายเลือดเก่าออก ซึ่งทางที่ดีควรมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อที่ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด จะได้ทำการวินิจฉัยต่อไปอย่างละเอียดนั่นเอง
ขนาดของถุงเต้านมเทียมกับขนาดหน้าอก
ในการเลือกถุงซิลิโคนที่ใช้ในการผ่าตัดเสริมเต้านม จะวัดขนาดเป็นซีซี (cc) โดยการเลือกขนาดที่ใช้จะต้องคำนึงถึงระดับการใส่ถุงซิลิโนลงไปในเต้านมด้วย อาทิ การเสริมในระดับใต้กล้ามเนื้อ จะต้องเพิ่มขนาดซิลิโคนขึ้นอีกประมาณ 15% เพราะถุงซิลิโคนจะถูกกดลงไปอยู่ใต้กล้ามเนื้ออีกชั้น ดังนั้นการวัดขนาดเต้านมจะต้องอาศัยความชำนาญ ประสบการณ์ และเทคนิคของแพทย์แต่ละท่านเป็นพิเศษ โดยขนาดถุงซิลิโคน (ถุงเต้านมเทียม) ที่ต้องการจะนำไปใช้เสริมหน้าอกนั้น อาจสามารถใช้วิธีการวัดขนาดคร่าวๆ โดยใช้ไรซ์เทสต์* ก็ได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะวัดขนาดถุงเต้านมเทียมที่ต้องการ ตามขนาดของยกทรง เช่น ขนาด 32 – 40 นิ้ว หรือ 65 – 80 เซนติเมตร โดยกำหนดขนาดเป็นคับ A คับ B และคับ C เป็นต้น
หลังจากได้ขนาดของถุงซิลิโคนที่ต้องการแล้ว ก็ต้องมาดูว่า ขนาด แบบ และรูปทรงที่เลือกนั้น เหมาะสมกับขนาดของหน้าอกจริงหรือไม่ มีขนาดใหญ่เกินไปจนขาดความสมดุลกับสรีระหรือเปล่า โดยการวัดขนาดซิลิโคนที่เลือกกับเต้านมจริงนั้น จะต้องเปรียบเทียบทั้งความกว้าง ความยาว และความสูงของถุงเต้านมเทียม กับขนาดของหน้าอกที่ต้องการจะเสริม
สำหรับผู้ที่เลือกวิธีการผ่าตัดเสริมเต้านมโดยการเสริมถุงซิลิโคนที่ใต้กล้ามเนื้อ ขนาดของถุงเต้านมที่จะใช้เสริมต้องขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน ซึ่งตามปกติแล้วความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะคาดเดาได้ยาก แต่โดยทั่วไปกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะรองรับถุงเต้านมขนาดใหญ่มากไม่ได้ แต่ถ้ากล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นสูง จะสามารถรองรับเต้านมขนาดใหญ่ได้มากกว่า ซึ่งการที่แพทย์จะบอกได้ว่า กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำการผ่าตัดแล้วเท่านั้น ดังนั้นในบางครั้งการใส่ถุงซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ อาจต้องกำหนดขนาดสำรองไว้ด้วยว่า ถ้าใส่ขนาดที่ต้องการไม่ได้ ก็ควรจะเปลี่ยนไปใส่ขนาดอื่นที่เล็กลงแทน เพื่อให้ถุงซิลิโคนสามารถเข้ากันได้กับกล้ามเนื้อหน้าอก ของผู้ที่ต้องการจะผ่าตัดเสริมหน้าอก เป็นต้น
โดยทั่วไปแล้ว หน้าอกข้างซ้ายและข้างขวา จะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันไม่มากก็น้อยถ้าความแตกต่างมีไม่มากนัก ก็อาจเลือกถุงเต้านมขนาดเดียวกันได้ แต่ถ้าหน้าอกแต่ละข้างมีขนาดแตกต่างกันมาก อย่างเห็นได้ชัด อาจต้องเลือกขนาดถุงซิลิโคนที่ต่างกัน โดยหน้าอกข้างที่เล็กกว่าจะใส่ถุงเต้านมเทียมที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันประมาณ 20 – 50 ซีซี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกนี้ ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอกจะต้องทราบก่อนว่า ในการเสริมหน้าอก การใส่ถุงเต้านมเทียมที่มีขนาดต่างกันเป็นเพียงการปรับขนาดเต้านมทั้งสองข้างให้ใกล้เคียงกัน แต่ขนาดเต้านมหลังผ่าตัด ก็ยังต้องแตกต่างกันเล็กน้อยอยู่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า ถึงแม้จะใส่ถุงเต้านมเทียมที่มีขนาดต่างกันเพื่อปรับขนาดเต้านมทั้งสองข้างให้มีความใกล้เคียงกันแล้ว แต่เต้านมทั้งสองข้างก็จะไม่สามารถมีขนาดเท่ากันได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นเต็มอยู่นั่นเอง